เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 กล้อง เอไอ (AI) หรือ กล้องวิเคราะห์ภาพและใบหน้าแบบเรียลไทม์ เพื่อตรวจจับและแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่เมื่อพบบุคคลตามหมายจับหรือผู้ต้องสงสัย ของ ตำรวจท่องเที่ยวเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ส่งสัญญาณแจ้งเตือน ว่าสามารถตรวจจับ บุคคลตามหมายจับ ในคดีหลอกลวงประชาชน ภายในวันเดียว ถึง 4 คนรวด

ซึ่งภายหลังจาก กล้อง ai มีการแจ้งสัญญาณเตือนบุคคลหมายจับ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท.ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ปราบดา สุขสุนทรีย์สวญ.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 , พ.ต.ท.ภาวิตรฉิมพาลี, พ.ต.ท.อภิชาติ จารุรักษ์ สว.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 นำกำลังตำรวจท่องเที่ยว ลงพื้นที่ ติดตามจับกุมตัว กลุ่มบุคคลดังกล่าวทันที จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับหมาย ได้ครบทั้ง 4 คน โดยสามารถจับกลุ่มได้ที่บริเวณย่านพัทยาใต้ ม.10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

โดยรายแรก เมื่อเวลา 12.20 น. กล้อง AI แจ้งเตือนบุคคลตามหมายจับ คือ นายพงศกร อายุ 20 ปี โดยเป็นบุคคลตามหมายจับศาลอาญา ลงวันที่ 21 มี.ค.2568 ฐานกระทำความผิด “ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ที่อยู่ด้วยในขณะกระทำความผิดร้ายแรงหรือร่วมประชุม แต่ไม่ได้คัดค้านในการตกลงให้กระทำความผิดร้ายแรงนั้น รวมทั้งบรรดาหัวหน้า ผู้จัดการ และผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาตินั้น,ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นช่องโจร ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงคนเป็นคนอื่น, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และ ร่วมกันฟอกเงิน

ต่อมา เวลา 15.10 กล้อง AI แจ้งเตือน บุคคลตา หมายจับ ครั้งเดียว 3 คนรวด ประกอบด้วย นายสหวัตร ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ลง 1 มีนาคม 2568 ในข้อหา เดียวกันกับ นายพงศกรฯ ( ผู้ต้องหารายแรก ) , น.ส.สุภาพร เป็นบุคคลตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ( สน.วัดพระยาไกร ) ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น,โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือประชาชน

และรายสุดท้าย นายบัญชร โดยกล่าวหาว่า เป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ลงวันที่ 8 มกราคม 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น,ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงิน อิเลกทรอนิกส์ของตนโดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ความผิดอาญาอื่น”
จากการสอบสวน ทั้ง 4 คน เป็นเพื่อนกัน และกำลังหนีมากบดานที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี โดยก่อนหน้านี้ ได้ข้ามไปยังประเทศกัมพูชา ในลักษณะแอบลักลอบเข้าประเทศ เพื่อทำงาน เป็นแอดมิน แต่พอไปถึงหน้างานจริง จึงทราบว่างานดังกล่าวเป็นงานในลักษณะ แก๊งสแกมเมอร์ โดยหลอกลวงคนไทย ในรูปแบบหลอกคุยให้รัก และหลอกให้ซื้อของ ซึ่งยอมรับว่าเคยหลอกได้ถึง 300,000 บาท โดยได้รับค่าจ้าง 600 ดอลล่า ต่อเดือน หรือราวประมาณ 19,000 บาท ภายหลังออฟฟิตดังกล่าวได้ปิดตัวลง (เนื่องจากถูกทางการเขมรกดดันอย่างหนัก) ตนและเพื่อนจึงรวบรวมเงิน จ้างคนลักลอบกลับประเทศไทย โดยมีค่าจ้าง ประมาณ 10,000 บาท ต่อคน เพื่อที่จะกลับประเทศ โดยการเดินเท้าในป่าประมาณ 1 กม. และเพิ่งกลับถึงประเทศไทยพร้อมเพื่อนที่ถูกจับกุมพร้อมกัน เมื่อวันที่ 19 ม.ค.69 ที่ผ่านมา ( 2 วัน ) ก่อนจะเดินทางมาพัทยาหวังจะกบดานชั่วคราว ก่อนจะมาถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้ดังกล่าว

เบื้องต้นตำรวจท่องเที่ยวเมืองพัทยา มีการทำรายงานบันทึกจับกุม พร้อมทั้งคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน กระจายส่งพนักงานสอบสวนแต่ละท้องที่ ที่มีการออกหมายจับ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้ กล้อง ai ที่มีการติดตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เมืองพัทยา สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้แล้ว 159 ราย นับตั้งแต่มีการติดตั้ง ช่วง เดือนกรกฎาค 67 …




